บทเรียนจากช่วง 6 เดือนแรกของการสร้าง ThaiProofAI: สิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณ

บทเรียนจากช่วง 6 เดือนแรกของการสร้าง ThaiProofAI: สิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณ

ThaiProofAI

มีคืนหนึ่งที่ผมนั่งดูหน้าจอแล้วคิดจริงๆ ว่าจะเลิกทำดีไหม ไม่ใช่เพราะเทคนิคพัง ไม่ใช่เพราะไม่มีเวลา แต่เพราะคิดไม่ออกว่าจะมีคนใช้จริงหรือเปล่า โปรเจกต์ที่ทำอยู่คนเดียว ไม่มีทีม ไม่มีงบ ไม่มีประวัติในวงการ แล้วจะมีใครมาใช้ tool ที่ไม่มีใครรู้จัก? ความคิดนั้นอยู่กับผมนานหลายสัปดาห์ก่อนที่จะตัดสินใจทำต่อ

บทความนี้คือสิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วง 6 เดือนแรกของการสร้าง ThaiProofAI บทเรียนบางอย่างเป็นเรื่องเทคนิค แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของความเข้าใจผิด สมมติฐานที่พังทลาย และสิ่งที่ประหลาดใจมากกว่าที่คาดไว้

บทเรียนจากช่วง 6 เดือนแรกของการสร้าง ThaiProofAI: สิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณ


บทเรียนที่ 1: คนใช้ในแบบที่ไม่ได้คาดไว้เลย

ก่อนเปิดตัว ผมวาดภาพ user ไว้ชัดมากในหัว

นักศึกษาที่ต้องส่งรายงาน คนทำงานออฟฟิศที่เขียนอีเมลทางการ คนที่ต้องพิมพ์เอกสารยาวๆ

แล้วก็พบว่าภาพในหัวนั้นผิดไปมากพอสมควร

กลุ่มแรกที่ใช้เยอะมากและไม่ได้คาดไว้เลย: Content Creator และ Freelancer

พวกเขาไม่ได้ใช้เพื่อตรวจรายงาน แต่ใช้ก่อนโพสต์ Instagram caption ก่อนส่ง copy ให้ลูกค้า ก่อนอัปโหลด YouTube description ความถี่สูงมาก บางคนเปิดใช้หลายครั้งต่อวัน

สิ่งที่ทำให้ผมนึกไม่ถึงคือกลุ่มนี้มีความกดดันสูงมากกับภาษา เพราะงานของพวกเขาถูกประเมินจากสิ่งที่เขียนโดยตรง ผิดคำเดียวก็กระทบ professional image ได้

บทเรียนจากช่วง 6 เดือนแรกของการสร้าง ThaiProofAI: สิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณ

กลุ่มที่สองที่ประหลาดใจ: คนที่ไม่ได้เขียนบ่อย แต่ใช้เมื่อต้องเขียนสิ่งสำคัญ

บางคนเปิดเว็บมาครั้งเดียวเพื่อตรวจจดหมายสมัครงาน บางคนใช้ตรวจข้อความที่จะส่งให้ผู้ใหญ่หรือหัวหน้า กลุ่มนี้ไม่ได้ใช้บ่อย แต่เมื่อใช้มันสำคัญมากสำหรับพวกเขา

บทเรียน: อย่าสร้าง product ให้กับ user ที่คิดว่ามีในหัว สร้างให้กับ user จริงๆ ที่เข้ามาใช้ ซึ่งอาจเป็นคนละกลุ่มกันเลย การสังเกตว่าคนใช้ยังไงจริงๆ สำคัญกว่าการวางแผนล่วงหน้า


บทเรียนที่ 2: ความสงสัยว่าจะมีคนใช้ไหม — มันอยู่กับคุณนานกว่าที่คิด

ผมพูดถึงคืนที่นั่งคิดจะเลิกทำตั้งแต่ต้น และอยากพูดเรื่องนี้ให้ชัดขึ้น

ความกลัวว่า "จะไม่มีคนใช้" ไม่ได้หายไปหลังจากมีคนแรกมาใช้ มันยังอยู่

มันยังอยู่หลังจากมี 10 คน มันยังอยู่หลังจากมี 100 คน สมองมักหาเหตุผลใหม่มาบอกว่ายังไม่พอ ยังน้อยเกินไป ยังไม่แน่ใจ

สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดไม่ใช่การรอให้ตัวเลขถึงจุดใดจุดหนึ่ง แต่คือการได้รับ feedback ที่เฉพาะเจาะจงจากคนจริงๆ

ครั้งแรกที่มีคนส่งข้อความมาบอกว่า "ขอบคุณมากเลย ตรวจรายงานก่อนส่งอาจารย์ได้ทัน" ผมอ่านแล้วนั่งอยู่กับมันสักครู่ ไม่ใช่เพราะมันยิ่งใหญ่มาก แต่เพราะมันเป็นหลักฐานแรกที่จับต้องได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีความหมายกับคนจริงๆ

บทเรียน: ถ้าคุณกำลังสร้างอะไรอยู่คนเดียวและรู้สึกสงสัยว่าจะมีคนสนใจ ความรู้สึกนั้นปกติมาก แต่วิธีแก้ไม่ใช่การรอให้ตัวเลขใหญ่ขึ้น แต่คือการหา feedback ที่ specific และเป็นมนุษย์จริงๆ โดยเร็วที่สุด


บทเรียนจากช่วง 6 เดือนแรกของการสร้าง ThaiProofAI: สิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณ

บทเรียนที่ 3: ภาษาไทยซับซ้อนกว่าที่คิดในแบบที่คาดไม่ถึง

ก่อนสร้าง ThaiProofAI ผมรู้ว่าภาษาไทยซับซ้อน ตอนนี้ผมรู้ว่ามันซับซ้อนในแบบที่ต่างออกไปจากที่คิดไว้มากเลย

ความซับซ้อนที่คิดว่าจะเจอก่อนสร้าง:

  • วรรณยุกต์
  • คำพ้องเสียง
  • ไม่มีเว้นวรรค

ความซับซ้อนที่เจอจริงๆ และไม่ได้คาดไว้:

ภาษาไทยที่ "ถูก" มีหลายเวอร์ชัน

ประโยคเดียวกันเขียนได้หลายแบบและถูกทั้งหมด แต่ให้ความรู้สึกต่างกัน ทางการหรือไม่ทางการ สุภาพหรือสบายๆ รุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ไม่มีคำตอบที่ "ถูกที่สุด" มีแต่คำตอบที่ "เหมาะที่สุดสำหรับบริบทนั้น"

สิ่งนี้ทำให้การออกแบบระบบยากมาก เพราะต้องตัดสินใจตลอดว่าจะ suggest อะไรเมื่อหลาย option ถูกหมด

ภาษาไทยในการพิมพ์มีข้อผิดพลาดที่เฉพาะมาก

คนไทยพิมพ์ผิดในแบบที่มีรูปแบบชัดเจน ส่วนหนึ่งเกิดจาก layout ของ keyboard ไทย พยัญชนะที่อยู่ใกล้กันบน keyboard มักถูกพิมพ์สลับกัน เช่น ก/ข หรือ น/ม หรือตัว ส/ษ/ศ ที่อยู่คนละ key แต่เสียงใกล้เคียงกัน

สิ่งนี้ต้องการความเข้าใจเฉพาะที่ model ทั่วไปไม่มี

Context มีความสำคัญมากกว่าตัวคำ

คำว่า "ไม่" กับ "ไหม" แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่คนผิดสลับกันบ่อยมาก ระบบต้องเข้าใจว่าประโยคกำลังบอกอะไรหรือถามอะไร ถึงจะรู้ว่าอันไหนถูก ซึ่งต้องการการวิเคราะห์ระดับประโยค ไม่ใช่แค่ระดับคำ

บทเรียน: ถ้าคุณคิดว่า scope ของปัญหาคือ X ให้เตรียมใจไว้ว่ามันอาจจะเป็น 3X เมื่อลงมือจริง ภาษาโดยเฉพาะภาษาไทยมีรายละเอียดที่ไม่ปรากฏจนกว่าคุณจะ build จริง


บทเรียนจากช่วง 6 เดือนแรกของการสร้าง ThaiProofAI: สิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณ

บทเรียนที่ 4: การทำคนเดียวมีทั้งข้อดีและราคาที่ต้องจ่าย

ThaiProofAI ทำคนเดียวมาตั้งแต่ต้น และนั่นหมายความว่าทุกอย่างคือความรับผิดชอบของคนๆ เดียว

ข้อดีที่ชัดเจน: ตัดสินใจเร็ว ไม่ต้องรอ alignment จากใคร เปลี่ยนทิศทางได้ทันทีเมื่อเห็นว่าอะไรไม่ work

แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็มีเช่นกัน

Overwhelmed เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว

มีช่วงที่รู้สึก overwhelmed จริงๆ ทำ feature นี้ยังไม่เสร็จ มี bug อีกอัน feedback จาก user ที่ต้องตอบ บทความที่ต้องเขียน ทั้งหมดในเวลาเดียวกันโดยไม่มีใครช่วย

สิ่งที่เรียนรู้คือ overwhelmed ไม่ได้หมายความว่าทำมากเกินไป มันมักหมายความว่ายังไม่ได้ prioritize ชัดเจนพอ เมื่อไรที่รู้สึกแบบนี้ ต้องหยุดแล้วถามว่า "ถ้าทำได้แค่อย่างเดียวคืออะไร" แล้วทำแค่นั้น

ไม่มีใครบอกว่าทำถูกหรือผิด

เมื่อทำเป็นทีม มีคนช่วยตรวจสอบความคิด มีการ debate ก่อนตัดสินใจ แต่เมื่อทำคนเดียว ทุก decision อยู่ในมือคนๆ เดียวและไม่มีใครช่วย sanity check

วิธีที่พบว่าได้ผลคือการ "คุยกับ user บ่อยขึ้น" แทนที่จะใช้คนในทีม ให้ user เป็นคนช่วย validate ว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้น make sense หรือเปล่า

บทเรียน: Solo project ไม่ได้หมายความว่าต้องทำทุกอย่างคนเดียวแบบปิดตัวเอง การพูดคุยกับ user สม่ำเสมอคือทางออกที่ดีที่สุดของการขาด "คนในทีม"

บทเรียนจากช่วง 6 เดือนแรกของการสร้าง ThaiProofAI: สิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณ


บทเรียนที่ 5: Feature ที่ดีที่สุดมาจาก feedback ที่ไม่ได้ถาม

Feature หลายอย่างที่ทำขึ้นในช่วงแรกมาจากสิ่งที่ user ถามหาโดยไม่ได้วางแผนไว้

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ feature เรียบเรียงประโยค

ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะทำ มีแค่ตรวจคำผิด แต่มีคนถามว่า "นอกจากตรวจคำผิดแล้ว ช่วยปรับให้ประโยคอ่านง่ายขึ้นได้ไหม?" คำถามแบบนี้มาซ้ำๆ จากหลายคน จนในที่สุดก็เพิ่ม feature นั้นเข้าไป

ปรากฏว่า feature นั้นถูกใช้มากกว่า feature ตั้งต้นที่วางแผนไว้ด้วยซ้ำ

เรื่องหนังสือราชการก็คล้ายกัน

มีคนถามว่าช่วย "ร่างหนังสือราชการ" ได้ไหม ตอนแรกคิดว่าคงมีแค่คนกลุ่มเล็กๆ ที่ต้องการ แต่ request แบบนี้มาเรื่อยๆ และพอทำแล้วก็กลายเป็น feature ที่มี CTR สูงในแง่ search มาก

บทเรียน: ถ้าคนถามสิ่งเดียวกัน 3-4 ครั้งโดยที่คุณไม่ได้ถาม นั่นคือสัญญาณที่ควรฟัง ไม่จำเป็นต้องมีทีม product ขนาดใหญ่หรือ user research อย่างเป็นทางการ แค่ฟัง pattern ที่เกิดซ้ำก็พอ


บทเรียนจากช่วง 6 เดือนแรกของการสร้าง ThaiProofAI: สิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณ

บทเรียนที่ 6: ความเร็วของการเริ่มสำคัญกว่าความพร้อม

ผมรอนานกว่าที่ควรก่อนจะเปิดให้คนใช้ครั้งแรก

เหตุผลที่รอคือรู้สึกว่ายังไม่พร้อม ยังมี edge case ที่ handle ไม่ได้ ยังมี bug บางอย่างที่อยากแก้ก่อน ยังอยากให้ UI ดีกว่านี้

แต่พอเปิดให้ใช้จริงๆ สิ่งที่ได้ข้อมูลจากการใช้งานจริง 2 สัปดาห์ มีค่ามากกว่าการคิดเองทั้งหมดที่ทำมาก่อนหน้านั้นหลายเดือน

Bug ที่กังวลมากที่สุดก่อน launch ไม่มีใคร report เลย แต่ปัญหาที่ไม่เคยนึกถึงกลับมี user เจอในวันแรก

บทเรียน: "พร้อม" คือสถานะที่ไม่มีอยู่จริง มีแค่ "พร้อมพอที่จะเรียนรู้จากการใช้งานจริง" และเส้นนั้นต่ำกว่าที่คิดมาก


บทเรียนที่ 7: Niche ที่ดูเล็กอาจไม่ได้เล็กอย่างที่คิด

ก่อนสร้าง ThaiProofAI ความกังวลหนึ่งคือ "market มันเล็กเกินไปไหม" tool ภาษาไทยโดยเฉพาะ ฟังดูเฉพาะทางมาก

แต่ตัวเลขที่เห็นจาก Google Search Console บอกว่าความคิดนั้นผิด

คำค้นหาอย่าง "ตรวจคำผิด" "เช็คคำผิด" "ตรวจภาษาไทย" มีปริมาณการค้นหาสูงมากอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ seasonal ไม่ใช่ trend ชั่วคราว แต่เป็น demand ที่มีอยู่ตลอดเวลาเพราะผูกกับการทำงาน การเรียน และชีวิตประจำวันของคนไทยโดยตรง

60 กว่าล้านคนที่ใช้ภาษาไทยทุกวัน และเกือบทุกคนต้องเขียนอะไรบางอย่างที่สำคัญในชีวิต นั่นไม่ใช่ market ที่เล็กเลย

บทเรียน: ก่อนตัดสินว่า idea ของคุณ "niche เกินไป" ให้ลองค้นหาว่าคนค้นหา solution ในแบบที่คุณจะทำอยู่หรือเปล่า ถ้า search volume มีและสม่ำเสมอ นั่นคือ demand จริงๆ ที่รอการแก้ปัญหาที่ดีกว่า


บทเรียนที่ 8: สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การสร้าง แต่คือการทำต่อเนื่อง

บทเรียนสุดท้ายและ personal ที่สุด

การสร้าง ThaiProofAI ช่วงแรกๆ มี momentum ที่ดีมาก ทุกอย่างใหม่ ทุกอย่างน่าตื่นเต้น ทุก milestone รู้สึกใหญ่

แต่หลังจากผ่านไปสักพัก routine เข้ามา งานบางอย่างซ้ำซาก bug ที่ต้องแก้ไม่จบไม่สิ้น feature ที่ใช้เวลานานกว่าที่คิด และไม่มีใครคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

ช่วงนั้นยากกว่าช่วงแรกที่ไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ

สิ่งที่ทำให้ทำต่อได้ไม่ใช่ความมั่นใจว่าจะสำเร็จ แต่คือการกลับมาที่ "ทำไมถึงเริ่ม" เป็นระยะๆ ปัญหาที่อยากแก้ยังอยู่ไหม คนที่อยากช่วยยังต้องการความช่วยเหลือไหม

ถ้าคำตอบยังใช่ นั่นก็เพียงพอสำหรับวันนั้น

บทเรียน: Side project ไม่ตายเพราะล้มเหลว แต่มักตายเพราะความเฉื่อย อาการที่บอกว่ากำลังจะเฉื่อยคือเริ่มหาข้อแก้ตัวว่า "ยุ่งมาก" แทนที่จะหาเวลา ถ้าเจอตัวเองทำแบบนั้น ให้กลับไปหา "ทำไม" ก่อน ถ้ายัง valid ก็ทำต่อ ถ้าไม่แล้ว ก็โอเคที่จะปล่อย


สรุป: 6 เดือนสอนอะไรบ้าง

ถ้าจะสรุปทุกบทเรียนข้างต้นเป็นประเด็นหลักสามอย่าง:

หนึ่ง — User จริงๆ มักไม่เหมือน user ที่คิดไว้ ออกไปหาพวกเขาเร็วที่สุดและฟังให้มาก

สอง — ความสงสัยว่าจะมีคนใช้นั้นไม่หายไปเองตามเวลา มันหายไปเมื่อได้ feedback จริงๆ และยิ่งเร็วยิ่งดี

สาม — ความต่อเนื่องสำคัญกว่า momentum การทำทีละนิดทุกวันให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรอให้มีพลังงานเต็มแล้วค่อยทำในคราวเดียว

ThaiProofAI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังมีอะไรที่ต้องสร้างอีกมาก แต่สิ่งที่ 6 เดือนที่ผ่านมาสอนคือ ปัญหาที่เริ่มจากของจริงและแก้ให้คนจริงๆ มักหาทางไปได้เสมอ


บทความโดย [ชื่อของคุณ] — ผู้สร้าง ThaiProofAI

ถ้ากำลังสร้างอะไรบางอย่างอยู่คนเดียวและอยากคุยเรื่องนี้ ติดต่อมาได้เลย

ลองใช้ ThaiProofAI ได้ที่ thaiproofai.com — ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

อ่านต่อในชุดบทความนี้: เบื้องหลังการสร้าง ThaiProofAI · ทำไม AI ตรวจคำผิดภาษาไทยยากกว่าภาษาอังกฤษ · ทำไม Tool ตรวจคำผิดภาษาไทยส่วนใหญ่ยังไม่ดีพอ

Bas Phongphat
TikTok

Bas Phongphat

บาส พงศ์พัทธ์

ผู้พัฒนา ThaiProofAI

นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่หลงใหลในภาษาไทยและ AI ผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องมือภาษาและการเงินที่มีผู้ใช้กว่า 10,000 คน มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนไทยสื่อสารได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ

เปิดรับโฆษณา เพื่อบำรุงรักษา Server
1
4

บทความแนะนำ

ทำไม Tool ตรวจคำผิดภาษาไทยส่วนใหญ่ยังไม่ดีพอ — มุมมองตรงๆ จากคนที่สร้าง Tool เอง
ทำไม Tool ตรวจคำผิดภาษาไทยส่วนใหญ่ยังไม่ดีพอ — มุมมองตรงๆ จากคนที่สร้าง Tool เอง
20 มีนาคม 2569

ก่อนสร้าง ThaiProofAI ผมลองใช้ tool ตรวจคำผิดภาษาไทยทุกอันที่หาได้ ลอง Microsoft Word, Google Docs, tools ที่มีชื่อเสียงในไทย, AI tools จากต่างประเทศ...

อ่านต่อ
ทำไม AI ถึงตรวจคำผิดภาษาไทยยากกว่าภาษาอังกฤษ — มุมมองจากคนที่ลองสร้างจริง
ทำไม AI ถึงตรวจคำผิดภาษาไทยยากกว่าภาษาอังกฤษ — มุมมองจากคนที่ลองสร้างจริง
20 มีนาคม 2569

ถ้าคุณเคยใช้ Grammarly แล้วรู้สึกว่ามันฉลาดมาก แต่พอลองใช้ tool ตรวจคำผิดภาษาไทยแล้วรู้สึกว่ามันช่างไม่เข้าเรื่อง — คุณไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลยครับ ควา...

อ่านต่อ
เบื้องหลังการสร้าง ThaiProofAI: ทำไมคนที่ไม่ใช่ developer ถึงสร้างเครื่องมือนี้ได้
เบื้องหลังการสร้าง ThaiProofAI: ทำไมคนที่ไม่ใช่ developer ถึงสร้างเครื่องมือนี้ได้
19 มีนาคม 2569

ผมไม่ใช่นักพัฒนา software ไม่ได้จบคอมพิวเตอร์ ไม่ได้เขียนโค้ดมาตั้งแต่เด็ก และก่อนจะสร้าง ThaiProofAI ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสร้างเว็บ tool อะไรขึ้นมาได...

อ่านต่อ
วรรณยุกต์ไทย 5 เสียง 4 รูป และไตรยางศ์ คืออะไร? พร้อมวิธีจำที่ง่ายที่สุด
วรรณยุกต์ไทย 5 เสียง 4 รูป และไตรยางศ์ คืออะไร? พร้อมวิธีจำที่ง่ายที่สุด
18 มีนาคม 2569

ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้ภาษาไทยเรียนยากที่สุดสำหรับชาวต่างชาติ — คำตอบเกือบทุกคนคือ วรรณยุกต์ แต่ความจริงคือคนไทยหลายคนก็ยังสับสนกับวรรณยุกต์อยู่เหมือนก...

อ่านต่อ